“อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยมคืออะไร?”

เควิน คาร์สัน. บทความต้นฉบับ: “What’s a ‘Libertarian Authoritarian’?”. 16 กันยายน 2025. แปลเป็นภาษาไทยโดย Kin

ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Offended Freedom: The Rise of Libertarian Authoritarianism ไบรอัน โดเฮอร์ตีจาก Reason สรุปว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับ “ผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific authority)”

เขาหักล้างว่า “อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยม” เป็นคำที่ย้อนแย้งในตัวเอง และตั้งคำถามว่า “ไอ้ ‘อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยม’ นี่มันคืออะไรกัน?

มาดูกันว่าผมจะช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้ไหม

คนแรกที่ผมนึกถึงก็คือตัวโดเฮอร์ตีเอง ซึ่งคอยเฝ้าโฆษณาชวนเชื่อให้กับเมืองเฉพาะกิจ” (charter cities) ที่บรรษัทเป็นเจ้าของ ซึ่งสร้างขึ้นบนที่ดินเดิมของชาวนาที่ถูกระบอบรัฐประหารทางทหารยึดไป

นอกจากเขาแล้วก็ยังมีทั้งแวดวงของผู้ที่เรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ตรงทัศนคติที่ “เป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์” คนที่แสดงความคิดเห็นใต้บทความของ Reason สักเก้าในสิบคนก็คือคนประเภทนี้

อีกคนที่นึกออกก็คือฮาเวียร์ มิเลย์ จากอาร์เจนตินา ซึ่งได้รับยกย่องอย่างกว้างขวางโดยบทความที่ตีพิมพ์ใน Reason ว่าเป็นชาว “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งผมได้วิเคราะห์ถึงความเป็นอำนาจนิยมของเขาไว้เมื่อเร็วๆ นี้

อีกคนคือวอลเตอร์ บล็อก ผู้ซึ่งยืนยันอยู่เสมอตลอดเส้นทางอาชีพของตนว่า “ความเป็นทาสโดยสมัครใจ” (voluntary slavery) สอดคล้องกับหลักการแบบอิสรเสรีนิยม

นอกจากนั้นก็ยังมีขบวนการอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิม (paleolibertarian) ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่าพวกเขาเติบโตกลายเป็นแผลเน่าหนองขนาดยักษ์โดยมีซากศพแห้งเหี่ยวของขบวนการอิสรเสรีนิยมในอดีตห้อยติดอยู่ด้วย ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1990 เราจะพบกับเมอร์เรย์ รอธบาร์ด ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพแห่งวงการอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาและทุนนิยมอนาธิปไตย ผู้ซึ่งเคยกล่าวอะไรคล้ายๆ กับโดนัลด์ ทรัมป์ไว้ในช่วงที่เขาเชื่อในอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิม

ทวงถนนคืนมา: ขยี้อาชญากรให้สิ้นซาก แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายถึง “อาชญากรคอปกขาว” หรือ “ผู้ซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลวงใน” แต่หมายถึงอาชญากรข้างถนนที่ใช้ความรุนแรง พวกโจรลักปล้นชิงทรัพย์ นักข่มขืน ฆาตกร ตำรวจต้องได้รับอนุญาตให้กระทำการโดยเสรีและได้รับอนุญาตให้ลงโทษได้ในทันที โดยแน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้ความรับผิด หากพวกเขากระทำผิดพลาด

ทวงถนนคืน: กำจัดพวกคนจรจัด ย้ำอีกครั้ง ตำรวจต้องได้รับอนุญาตให้กวาดล้างพวกคนจรจัดและคนพเนจรออกจากท้องถนนได้โดยเสรี คนพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหนน่ะเหรอ ใครจะสนล่ะ ผมหวังว่าพวกเขาจะหายไปเลย กล่าวคือ ย้ายออกจากสถานะชนชั้นคนจรจัดที่ได้รับการเอาอกเอาใจและประคบประหงม ไปสู่สถานะสมาชิกผู้สร้างผลผลิตของสังคม

คล้ายกับรอธบาร์ดผู้ล่วงลับ ชุมชนอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมยังประกอบไปด้วยเบื้องหลังผู้ทรงอิทธิพลอย่างฮันส์-แฮร์มันน์ ฮอปเปอ, ลิว ร็อกเวลล์ และบรรดาผู้เกาะกระแสที่ LRC ตลอดจนกลุ่ม Mises Caucus ซึ่งเข้ายึด คณะกรรมการแห่งชาติพรรคอิสรเสรีนิยม (Libertarian National Committee) และองค์กรระดับรัฐของพรรคอีกหลายแห่งอย่างไม่เป็นมิตร รวมถึงพรรคอิสรเสรีนิยมแห่งมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ พรรคเดียวกับที่เคยโพสต์ไว้ในทวิตเตอร์ว่า “ใครก็ตามที่เฉลิมฉลองวันจูนทีนธ์ (Juneteenth) ควรถูกเนรเทศออกจากอเมริกา”

นอกจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดและไร้ความสามารถอย่างร้ายแรงแล้ว แองเจลา แม็กอาร์เดิล อดีตประธาน LNC ยังมีชื่อเสียงจากการต้อนรับผู้ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust deniers) ในฐานะ “เพื่อนผู้ร่วมแสวงหาความจริง” (fellow truth seekers) และจากการนำวลี 14 Words อันอื้อฉาวมาทวีตถึงด้วยสำนวนภาษาของเธอเอง ขณะที่โจชัว สมิธ ซึ่งเคยอยู่ในคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคอิสรเสรีนิยมเช่นกันก็เคยเรียกร้องให้ยกเลิกบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19

ฮอปเปอและสาวกเป็นพวกอำนาจนิยมทางสังคม (social authoritarians) สังคมในอุดมคติของคนพวกนี้คือระเบียบแบบศักดินาใหม่ซึ่งที่ดินจะถูกจัดสรรเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน 100% แบบจำลองทางสังคมที่พวกเขามีในใจคือระบอบกษัตริย์ที่ฮอปเปอนิยมชมชอบและระบอบเทวาธิปไตยแบบคาลวินนิสต์ของแกรี นอร์ท (แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะแสวงหาการสร้างสังคมอำนาจนิยมในอุดมคติของตนด้วยวิธีการที่อย่างน้อยยังคงให้ภาพว่าไม่ขัดต่อหลักการไม่รุกรานก็ตาม) พวกเขาปรารถนาสังคมแบบลำดับชั้นที่ครอบงำโดยเจ้าของที่ดิน ซึ่งทุกคนที่ไม่ใช่เจ้าของที่ดินย่อมเป็นได้เพียงผู้เช่าหรือแรงงานรับจ้าง และปฏิบัติต่อ “ความโน้มเอียงในการเลือกที่สัมพันธ์กับเวลา” (time preference) แนวคิดที่ตัวมันเองก็น่าสงสัยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เสมือนเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว ด้วยภาษาที่เกือบจะกลายเป็นสุพันธุศาสตร์ (eugenic) หรือการเหยียดเชื้อชาติ ตัวอย่างเช่น

พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากคือกลุ่มคนที่มีความโน้มเอียงในการเลือกที่สัมพันธ์กับเวลาสูง (High Time Preference Peoples) คนพวกนี้ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยกับความสะอาด คุณธรรม ความน่านับถือ จริยธรรม หรือความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมชุมชน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือ วันนี้ฉันจะได้อะไรมาเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีในทันทีบ้าง

ชาวอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมเป็นที่รู้จักกันดีจากการตีโพยตีพายเรื่อง “การเปิดพรมแดน” (open borders) อยู่เป็นนิจ ส่วนฮอปเปอ (ซึ่งในที่นี้ถูกนำเสนอคู่กับเฮลิคอปเตอร์ อันเป็นการพาดพิงเชิงเสียดสีถึงเผด็จการปิโนเชต์) ก็เคยเรียกร้องให้มีการ “กำจัด” ผู้ที่มีทัศนะและวัฒนธรรมไม่สอดคล้องกับสังคม “อิสรเสรีนิยม” (เอ่อ…) “ออกไปในทางกายภาพ” (physical removal) พรรคอิสรเสรีนิยมแห่งนิวแฮมป์เชียร์ซึ่งมีจุดยืนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน ก็เคยทวีตข้อความว่า “จงขับไล่พวกเสื่อมทรามออกไปหากต้องการธำรงรักษาไว้ซึ่งระเบียบสังคมแบบอิสรเสรีนิยม” ท้ายที่สุด พวกอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมยังมิได้จำกัดตนเองอยู่เพียงการวิพากษ์มาตรการล็อกดาวน์จากมุมมองเสรีภาพของพลเมือง หากแต่กระโจนเข้าสู่การส่งเสริมแนวคิดต่อต้านหน้ากากอนามัยและต่อต้านวัคซีนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจนแทบไม่เหลือเค้าของเหตุผลอยู่เลย

เมื่อพิจารณาว่าแนวคิดเหล่านี้ได้ก้าวขึ้นมาครอบงำขบวนการอิสรเสรีนิยมสายดั้งเดิมโดยส่วนใหญ่ ข้อความต่อไปนี้ของโดเฮอร์ตีจึงฟังดูค่อนข้างกลวงเปล่าอยู่ไม่น้อย

พวกอำนาจนิยมที่ผู้เขียนศึกษา ซึ่งเป็นโกรธเป็นเกรี้ยวกับนโยบายเปิดกว้างต่อการย้ายถิ่น จึงไม่ใช่อิสรเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย…

ผู้เขียนทั้งสองได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างแท้จริง นั่นคือผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์”

Reason เองทุ่มเททรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อส่งเสริมเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามวัฒนธรรมแบบฝ่ายขวา นอกจากร็อบบี้ โซฟ และนิค กิลเลสพี ที่พร่ำบ่นไม่รู้จบเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมการแบน” (cancel culture) และ “ฝูงชนคนโว้ก” (woke mobs) ประเด็นหลักในงานเขียนของโซฟแทบทั้งหมดก็สะท้อนและก้องกังวานมาจากบึงโคลนแห่งความเพ้อคลั่งอันเน่าเหม็นของ Quillette, สตีเวน พิงเกอร์, บารี ไวส์ และบรรดาผู้คนในเครือข่ายที่เรียกตนเองว่าปัญญาชนเว็บมืด (Intellectual Dark Web)

จริงอยู่ที่คนจำนวนไม่น้อยในขบวนการอิสรเสรีนิยมยังคงไม่ระบุตนเองว่าอยู่ฝ่ายขวาทางวัฒนธรรมในความหมายของการยอมรับการเมืองของการต่อต้านการทำแท้งหรือการต่อต้านสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ กระนั้น แม้แต่อิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจที่มีจุดยืน “เสรีในทางสังคม” (socially liberal) ส่วนมากก็ยังคงปกป้องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ลำดับชั้นทางสังคมตามธรรมชาติ” ในมิติทางเศรษฐกิจและกระทำเช่นนั้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยนับตั้งแต่วันที่เมอร์เรย์ รอธบาร์ดขับคาร์ล เฮสส์ออกจาก Libertarian Forum และเครือข่ายอิทธิพลของตระกูลโคช (Kochtopus) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทัพอันยาวนานผ่านสถาบันต่างๆ ของขบวนการอิสรเสรีนิยม

แนวโน้มอันถาโถมของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาที่ปรากฏไม่เพียงแต่ในบทความแสดงความคิดเห็นตามวารสารสำคัญๆ ของขบวนการฯ แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศทั้งหมดของบล็อก ช่องแสดงความคิดเห็น กระดานสนทนา เมลลิสต์ และพอดแคสต์ทั้งเล็กใหญ่ของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา คือเมื่อใดก็ตามที่เกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่า พวกเขามักตอบสนองโดยอัตโนมัติด้วยการเข้าข้างนายจ้างหรือเจ้าของที่ดิน แม้อิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาจะมักกล่าวอย่างลอยๆ ว่าสิ่งที่ตนสนับสนุนคือตลาดเสรี มิใช่ภาคธุรกิจหรือคนร่ำรวย และมิใช่ระบบเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันตราบเท่าที่ระบบนั้นถูกบิดเบือนด้วยสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ทุนนิยมพวกพ้อง” (crony capitalism) แต่ในทางปฏิบัติ จุดยืนตั้งต้นของพวกเขามักเข้าข่าย “อิสรเสรีนิยมครึ่งๆ กลวงๆ” (Vulgar Libertarianism) คือปกป้องคนรวยในฐานะ “ผู้สร้างงาน” มองว่ากำไรของภาคธุรกิจเป็นผลตอบแทนอันชอบธรรมจากการสร้างคุณค่า และถือเอาระบบทุนนิยมบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบันว่าเป็นตัวแทนของ “ตลาดเสรี” ดังที่คูล แฮนด์ ลุคกล่าวไว้ “เจ้านายแก่ๆ ผู้น่าสงสารพวกนั้นคงต้องการความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะหาได้”

โดยสรุป อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยมในระดับหนึ่งจึงกินความครอบคลุมถึงอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาแทบทั้งหมดนั่นเอง ชัดนะไบรอัน.

C4SS relies entirely on donations. If you want to see more translations like this, please consider supporting us. Click here to see how

Anarchy and Democracy
Fighting Fascism
Markets Not Capitalism
The Anatomy of Escape
Organization Theory