เควิน คาร์สัน. บทความต้นฉบับ: How Digital Copyright Treats Consumers Like Enemies. 18 กันยายน 2009. แปลเป็นภาษาไทยโดย Kin.
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์ชี้ขาดว่าจะออกแบบเครื่องเล่นแผ่นเสียงอย่างไร” เทคโนโลยี DRM “ปฏิบัติต่อเจ้าของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ เหมือนเป็นผู้รุกรานที่ระบบจะต้องเสริมเกราะไว้เพื่อป้องกัน”
ผู้บริโภคมีแรงกระตุ้นโดยธรรมชาติในทางตรงกันข้ามเลย “รู้มั้ยผมจะยอมเสียตังค์ซื้ออะไร ก็เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ยอมให้ผมเล่นแผ่นเสียงของทุกคนได้น่ะสิ”
เห็นได้ชัดว่าคอนเทนต์และแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การจัดการสิทธิ์ดิจิทัลไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
“จะผลิตอุปกรณ์ที่โจมตีตัวเจ้าของเองไปเพื่ออะไรกัน? ตามหลักการแล้วเราน่าจะสันนิษฐานได้ว่าอุปกรณ์ที่ว่าย่อมมีต้นทุนสูงกว่าอุปกรณ์ที่เป็นมิตรกับเจ้าของ และผู้บริโภคคงไม่อยากซื้ออุปกรณ์ที่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นอาชญากรไว้ก่อน…เรื่องนี้กระทบต่อยอดขายแน่นอน คนดีๆ ที่ไหนจะเดินเข้าร้านแล้วถามว่า “มีเพลงที่ล็อคไว้ให้ฟังได้เฉพาะกับเครื่องเล่นของบริษัทเดียวไหมครับ/คะ กำลังตามเพลงที่ล็อคให้ฟังได้แค่เครื่องเดียวอยู่พอดี”
โมเดลธุรกิจแบบนี้ทำราวกับว่าลูกค้าจริงๆ คือเจ้าของคอนเทนต์ ไม่ใช่คนดูและคนฟัง เห็นได้ชัดเจนว่าคนดูและคนฟังคือศัตรูตัวจริงที่พวกเขาต้องคอยหวาดระแวง ด็อกเทอโรว์ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งในกรณีของยอน โยฮานซอน ที่เขียนโค้ดที่ใช้ถอดรหัสการเข้ารหัสแบบ CSS บนแผ่นดีวีดี และถูกฟ้องร้องในนอร์เวย์ในข้อหา “รุกล้ำระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย” (unlawfully trespassing on a computer system) เมื่อฝ่ายจำเลยถามว่า “จอนรุกล้ำคอมพิวเตอร์เครื่องไหน” คำตอบที่ได้ก็คือ “คอมของเขาเอง”
โมเดลธุรกิจแบบนี้อยู่รอดไม่ได้แน่ๆ ในระบบตลาดเสรี เว้นแต่ว่าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับแพลตฟอร์มสื่อที่ออกแบบมาเพื่อพวกที่ชอบความเจ็บปวด (sadomasochists) โดยเฉพาะ คุณอาจหาซื้อของพวกนี้ได้จากร้านขายอุปกรณ์แปลกๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างร้านบริการตีหัวแตก (Being Hit on the Head Lessons) กับร้านจำหน่ายคำด่าทอ (Abuse)
คำถามคือทำไมคนยังซื้อสินค้าพวกนี้อยู่? คำตอบก็เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นี่เองคือสิ่งที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นภายใต้คำขู่ฟ้องร้องทางกฎหมายโดย “เจ้าของ” คอนเทนต์เหล่านั้น
ข่าวดีก็คือ แม้แต่คำขู่ฟ้องร้องก็ไม่สามารถต้านทานเสน่ห์ของความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการขาย “เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เล่นแผ่นเสียงของใครก็ได้” อิฐก้อนแรกถูกงัดออกจากกำแพงแล้วเมื่อ iTunes ยกเลิกใช้ระบบ DRM และความเปลี่ยนแปลงจะกระทบชิ่งต่อไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ด็อกเทอโรว์ยังให้ความเห็นแบบกวนๆ อันเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับสัญญาประเภทแกะห่อแล้วถือว่ายอมรับ (shrink-wrap contracts) ซึ่งบังคับใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ ธุรกิจหนึ่งๆ อาจยอมตกลงใช้เม็ดกาแฟเพียงยี่ห้อเดียวเพื่อแลกกับการได้ “เครื่องชงกาแฟราคาพิเศษ” ไว้ใช้ในสำนักงาน “แต่ไม่มีใครทำแบบนี้ที่บ้านหรอก เราจะรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณต่อความคิดที่ว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวภายในบ้านต้องมาถูกสอดส่องโดยบริษัทที่เราไปซื้อของเขามา เราซื้อมาแล้ว มันเป็นของเรา…”
ใช่ไหมล่ะ! “เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะต้องมาคอยย่องไปย่องมารอบๆ ทรัพย์สินที่ตัวเองควักเงินซื้อมา เพื่อคอยเช็คใบอนุญาตซ้ำแล้วซ้ำอีกให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิดข้อตกลงในสัญญาที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่เคยอ่านมันด้วยซ้ำไป”






