แฟรงค์ มิโลสลาฟ. บทความต้นฉบับ: ‘Exit’ and the Left. 18 มกราคม 2019. แปลเป็นภาษาไทยโดย Kin
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O. Hirschman) เรื่อง Exit, Voice and Loyalty กลายเป็นงานชิ้นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในบางวงการ ชาวอิสรเสรีนิยม เสรีนิยม และกลุ่มอนุรักษนิยมปฏิกิริยา ต่างค้นพบคุณค่าในแนวคิดของเฮิร์ชแมน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่เกี่ยวข้องกับคำสัญญาของการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT revolution) น่าเสียดายที่ฝ่ายซ้ายกลับล้มเหลวในการพิจารณางานเขียนชิ้นนี้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อมโยงของมันกับระบบทุนนิยมเสรี และส่วนหนึ่งเพราะผู้ที่มักอ้างถึงตำราเล่มนี้มักเป็นคนที่มีอภิสิทธิพิเศษในชีวิตอยู่มาก ตัวอย่างเช่น คำกล่าวอ้างของแพทรี ฟรีดแมน (Patri Friedman) ที่ว่า “พวกเราคิดว่าเสรีภาพในการออกจากระบบ (free exit) นั้นสำคัญมากจนเราเรียกมันว่าสิทธิมนุษยชนสากลเพียงประการเดียว” ซึ่งพูดในบริบทของมหาเศรษฐีซิลิคอนวัลเลย์ที่ต้องการสร้างรัฐชาติอิสระแบบ “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งฟังดูเป็นความคิดกลวงๆ อยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับเสรีภาพของสื่อมวลชนเมื่อหลายศตวรรษก่อน เสรีภาพในการสร้างรัฐชาติของตัวเองนั้นดูดี… ถ้าคุณมีปัญญาจ่าย
อย่างไรก็ตาม การที่ข้อโต้แย้งเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องเสรีภาพอย่างตื้นเขินไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งเหล่านั้นไร้คุณค่าแต่อย่างใด ที่จริงแล้ว ผมอยากโต้แย้งว่าเป้าหมายและการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากของฝ่ายซ้ายสามารถมองภายในกรอบของการออกจากระบบได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น Das Kapital อาจถูกมองได้ว่าเป็นการสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแรงงานไม่มีทางออกจากระบบที่มีความหมาย (meaningful exit) ทำนองเดียวกัน ขบวนการสตรีนิยมส่วนใหญ่ก็อาจมองได้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อมอบทางออกจากระบบให้แก่ผู้หญิง แม้ว่าโครงการของฝ่ายซ้ายโดยรวมจะไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดผ่านเลนส์ของการออกจากระบบ แต่การเพิกเฉยต่อแนวคิดนี้ก็เท่ากับละทิ้งเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งไป
แต่หากการออกจากระบบสอดคล้องกับเป้าหมายของฝ่ายซ้ายจำนวนมาก แล้วทำไมฝ่ายซ้ายถึงละเลยมันมาโดยตลอด ความจริงแล้ว ฝ่ายซ้ายไม่ได้ละเลยมันเสมอไป ความพยายามของฝ่ายซ้ายในการสร้างอำนาจคู่ขนาน (dual power) มีอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ ในศตวรรษที่ 19 นักสังคมนิยมได้สร้างระบบสวัสดิการชนชั้นแรงงานแบบล่างขึ้นบนซึ่งทำให้ผู้คนสามารถออกจากระบบทุนได้บ้าง (exit from capital – แต่ต่อมาระบบเหล่านั้นก็ถูกทุนนิยมฉวยชิงไปโดยเจตนาพร้อมกับการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการ) แต่พลวัตของการต่อสู้ (ที่มุ่งเน้นไปที่ขบวนการมวลชนเป็นหลัก) และความเหนือกว่าของรูปแบบการผลิตอุตสาหกรรมแบบรวมศูนย์ ทำให้การรวมกลุ่มกันและระบบลำดับชั้นกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในบริบทเช่นนั้น การออกจากระบบจึงเป็นได้แค่ลัทธิท้องถิ่นนิยมแบบดั้งเดิม (primitivist localism) หรือการนัดหยุดงานที่ไร้ความหมายซึ่งโครงสร้างอำนาจสามารถรองรับและดูดซับได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าปัญญาชนผู้ช่วยนำทางขบวนการเหล่านั้นต่างถูกล่อลวงด้วยอำนาจที่พวกเขาจะได้รับหากวันหนึ่งได้เป็นผู้นำมวลชนด้วยแล้ว ก็จะเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดการออกจากระบบจึงกลายเป็นภาระ
แต่บริบทได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่นั้น ในศตวรรษที่ 21 การดำเนินการของระบบทุนนิยมส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการควบคุมเครื่องจักรการผลิต หากแต่ผ่านการสร้างความขาดแคลนเทียมที่ค้ำยันด้วยกำลัง (artificial scarcities maintained by force) พลวัตที่เกิดขึ้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากศตวรรษที่ 19 เมื่อความไม่สมดุลที่กำหนดความขัดแย้งทำให้การต่อสู้ของมวลชนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของผู้ถูกกดขี่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเปิดโอกาสให้เกิดการพึ่งพาตนเองในระดับต่างๆ ซึ่งขีดจำกัดของมันจะพบได้ก็ต่อเมื่อมีการลองผิดลองถูกในการสร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วเท่านั้น
ในโลกที่อำนาจไม่ได้ผลิตซ้ำตัวเองด้วยการบังคับให้แรงงานเข้าสู่สัญญาการจ้างงานอันเหลื่อมล้ำอย่างถึงที่สุดและขูดรีดแรงงานของพวกเขาออกมา แต่กลับอาศัยการดูดซับค่าเช่า (capturing rents) และผลกระทบภายนอกเชิงเครือข่าย (network externalities) มากขึ้นทุกวัน แนวทางการโจมตีหลักสองแนวทางจึงเปิดกว้างขึ้น สิ่งที่จับต้องไม่ได้ซึ่งสร้างความขาดแคลนเทียมขึ้นนั้นถูกปลดปล่อยได้ด้วยปัจเจกบุคคลที่มีความสามารถ ทำนองเดียวกัน การออกจากระบบในเชิงวัตถุ (material exit) ยังหมายถึงการมีทางเลือกในการตัดการเชื่อมต่อ หรืออย่างน้อยที่สุดคือการเจรจาต่อรองใหม่ระหว่างผู้ที่อยู่ใต้อำนาจกับผู้มีอำนาจ
หรือดังที่เนกรีและฮาร์ดท์กล่าวไว้ในหนังสือ Multitude
ในการเมืองเช่นเดียวกับในเศรษฐศาสตร์ อาวุธชิ้นหนึ่งที่ผู้ถูกปกครองมีติดตัวอยู่เสมอ… คือการคุกคามด้วยการปฏิเสธสถานะของการเป็นทาสรับใช้และถอนตัวออกจากความสัมพันธ์นั้นๆ การปฏิเสธความสัมพันธ์กับองค์อธิปัตย์ก็คือการอพยพออกมา (exodus) คือการหลบหนีจากกองกำลังแห่งการกดขี่ การเป็นทาสและการประหัตประหารเพื่อแสวงหาเสรีภาพ หากปราศจากการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา อำนาจอธิปไตยก็จะพังทลายลง
ดังนั้น แม้เหล่าอิสรเสรีนิยมและกลุ่มอนุรักษนิยมปฏิกิริยาจะเฮโลกันกล่าวขวัญถึงแนวคิดเรื่องการออกจากระบบ แต่ก็น่าจะโต้แย้งได้เช่นกันว่า เป้าหมายที่ฝ่ายซ้ายพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาต่างหากที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายทางเลือกในการออกจากระบบอย่างมีความหมาย ทางเลือกเหล่านั้นไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาแรงกดดันในการเอาชีวิตรอด แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดวิศวกรรม/วิทยาศาสตร์โดยพลเมือง (citizen engineering/science) หรือการผลิตทางวัฒนธรรมด้วย (ประเด็นนี้สามารถเขียนเป็นบทความได้อีกตอน ว่าด้วยการปลดปล่อยการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งมโหฬารที่จะทำให้ยุค ‘60 ดูจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับยุค ‘00 หากเรามีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปัจจัยสี่ที่เข้มแข็งให้แก่เหล่าศิลปิน/นักวิชาการจำนวนมากที่ทุกวันนี้กำลังใช้ชีวิตในสภาวะเปราะบาง) ในแง่นี้ การออกจากระบบเล็กๆ น้อยๆ (light exit) จึงไม่ใช่การถอยหนีเหมือนในยุคบรรพกาล (primitivist retreat) หากแต่เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ที่เราใช้หยัดยืนต่อสู้
สุดท้าย ฝ่ายซ้ายควรหยิบฉวยแนวคิดเรื่องการออกจากระบบ เพราะเมื่อมีคนจำนวนมากไม่เพียงแต่ศึกษามัน แต่ยังพยายามทำให้มันเป็นจริงผ่านวิธีการทางการเมืองหรือเทคโนโลยีอย่างแข็งขัน พวกเราจึงจำเป็นต้องมีบทวิเคราะห์ถึงรูปแบบความล้มเหลวของมันด้วย ในโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อนซึ่งเราไม่สามารถแยกตัวออกมาจากผลกระทบภายนอกและพลวัตแห่งอำนาจได้โดยง่าย การออกจากระบบเพียงอย่างเดียวย่อมจะเผชิญขีดจำกัดอย่างรวดเร็ว แนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องจัดการกับวัฒนธรรมหรือจริยธรรมอย่างจริงจังนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ (แม้ว่าเทคโนโลยีจะสามารถบังคับให้เกิดบทสนทนาหรือเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและจริยธรรมได้ก็ตาม) การส่งเสริมการออกจากระบบในลักษณะเช่นนั้นนำไปสู่ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่คับแคบ คล้ายกับลัทธิมาร์กซิสม์บางสายที่มุ่งเน้นไปที่การล่มสลายหรือการปฏิวัติแบบหายนะ (cataclysmic collapse/revolution) ปัญหาของพวกเราจะไม่ได้รับการแก้ไขลำพังด้วยกลเม็ดเด็ดพรายที่ช่วยให้เราซ่อนตัวจากสายตาและการจับคว้าของผู้กดขี่ หากแต่ต้องผ่านการต่อสู้อย่างสอดประสานกันซึ่งซับซ้อนพอๆ กับโลกใบนี้เอง
C4SS relies entirely on donations. If you want to see more translations like this, please consider supporting us. Click here to see how






