แฟรงค์ มิโลสลาฟ. บทความต้นฉบับ: Review: Fully Automated Luxury Communism. 7 กรกฎาคม 2019. แปลเป็นภาษาไทยโดย Kin
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapitalism ของพอล เมสัน และ Inventing the Future ของนิก เซอนิเชค และอเล็กซ์ วิลเลียมส์ หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนภาพสะท้อนแบบมาร์กซิสต์ของหนังสือแนวป๊อปเทคทั้งหลายที่วางขายตามร้านหนังสือในสนามบิน ดังนั้นจึงถือเป็นผลงานที่อ่อนที่สุดในพวกอย่างไม่ต้องสงสัย บาสตานีเสนอกรอบแนวคิดของตัวเองในการแบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็นช่วงๆ อ้างอิงบทความข่าวกระแสหลักเพื่อแสดงให้เห็นขอบเขตความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน และแตะประเด็นหลักๆ ของแนวคิดหลังทุนนิยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าต้นทุนส่วนเพิ่มเป็นศูนย์ (zero marginal cost goods) การกล่าวถึง The Fragment on Machines ของมาร์กซ์ คำพูดอันโด่งดังของเคนส์เกี่ยวกับความจำเป็นในการทบทวนค่านิยมของเราในโลกที่มีความเป็นอัตโนมัติสูง (highly automated world) เป็นต้น ไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึกที่มีสาระสำคัญใดๆ ในที่นี้ มีเพียงการพาไปทัวร์เทคโนโลยีที่กำลังพลิกโลกอย่างเร่งรีบเท่านั้น
แต่แม้ผมจะรู้สึกขัดใจกับการขาดแคลนความสดใหม่ หนังสือเล่มนี้ก็ยังพอมีคุณค่าบางอย่างที่พบได้ในจากการพาทัวร์เทคโนโลยี (techno-tourism) ชัดเจนเลยว่าบาสตานีเขียนหนังสือให้ผู้อ่านทั่วๆ ไป และการทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้รับรู้ถึงความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีประโยชน์ในเชิงวาทกรรมของมันอยู่ วาทกรรมสาธารณะทั้งที่สนับสนุนและต่อต้านคำว่า “สังคมนิยม” ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับกรอบความคิดของศตวรรษที่ 20 การถกเถียงเกี่ยวกับสังคมนิยมมักวนเวียนอยู่กับเรื่องความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของสิ่งต่างๆ อาทิ การโอนอุตสาหกรรมเป็นของรัฐ รัฐสวัสดิการที่ขยายใหญ่ขึ้น และสหกรณ์แรงงาน การถกเถียงเหล่านี้แทบไม่เคยรวมเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นรอบข้างเราเข้ามาด้วย เมื่อพิจารณาบริบทที่กว้างกว่านี้ งานของบาสตานีจึงมีคุณค่าในการชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรเป็นไปได้ในวันนี้ และอะไรอาจเป็นไปได้ในอนาคต
แต่ความเรียบง่ายเช่นนั้นก็เป็นอันตราย คุณค่าทางการเงินใดก็ตามที่เราได้รับจากการเข้าใจว่าอนาคตทางเทคโนโลยีที่สดใสเป็นไปได้นั้น ถูกบั่นทอนลงด้วยความจริงที่ว่าเราปัดกวาดความซับซ้อนแบบแฟร็กทัล (fractal complexity) ของเส้นทางสู่อนาคตนั้นไว้ใต้พรม สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากวิธีที่บาสตานีจัดการกับข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (ซึ่งหลายคนได้วิจารณ์เขาไว้อย่างถูกต้องแล้ว) แต่ผมคิดว่าความไร้เดียงสาดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (theory of change) ของเขามากกว่า
บาสตานีมองว่าระบอบการเลือกตั้งแบบประชานิยม (populist electoralism) เป็นหนทางหลักที่จะนำพาเราไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการยึดครองรัฐและใช้อำนาจของมันเพื่อเร่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือขจัดอุปสรรคต่อความขาดแคลนเทียมเพื่อปลดปล่อยความอุดมสมบูรณ์ออกมา อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีข้อบกพร่องร้ายลึก เพราะแม้จะละเว้นคำวิจารณ์แบบอนาธิปไตยเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนไปแล้วก็ตาม เราก็ยังเห็นได้ชัดเจนถึงความขัดแย้งกันระหว่างเทคโนโลยีแห่งความอุดมสมบูรณ์กับการรักษาไว้ซึ่งระบอบเสรีประชาธิปไตย ระบอบเสรีประชาธิปไตยในหลายๆ แง่ถือเป็นผลผลิตของความเป็นจริงทางวัตถุในยุคสมัยของมัน อันได้แก่ การระดมมวลชนครั้งใหญ่ซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตในระบบอุตสาหกรรม สงครามแบบอุตสาหกรรมซึ่งต้องการสิ่งต่างๆ อย่างเช่นชนชั้นนำที่ค่อนข้างยึดหลักคู่ควรนิยม (meritocratic elite) รวมถึงการกระจายอำนาจและการถ่วงดุลตรวจสอบเพื่อรับมือทั้งกับความซับซ้อนและความจริงที่ว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาจคุกคามรัฐชาติได้ แต่ในปัจจุบันเราเดินทางมาไกลจากจุดสมดุลของศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ไปมากแล้ว
คำถามคือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกได้ไม่แพ้อาวุธนิวเคลียร์จะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต บาสตานีพูดจาซ้ำซากตามประสามาร์กซิสต์ว่าเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ วิศวกรรมพันธุกรรม และการเดินทางอวกาศราคาถูกอาจแค่ทำให้คนรวยมีอำนาจมากขึ้น แต่เขาไม่ได้อนุมานต่อไปว่าอำนาจที่มากขึ้นนั้นอาจเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของเสรีนิยมประชาธิปไตย
แน่นอน สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นเลวร้ายโดยธรรมชาติ แต่การวางแผนงานสำหรับเป้าหมายของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่ากลไกหลักในการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นอาจบ่อนทำลายกลยุทธ์ต่างๆ ที่ตัวเองเสนอมาถือเป็นความไร้เดียงสาจนน่าใจหาย ผมเข้าใจว่าบาสตานีต้องการมองหาความเป็นไปได้ และการหยุดเพื่อบรรยายอย่างละเอียดถึงวิธีที่สิ่งต่างๆ อาจพังทลายลงย่อมจะทำลายจังหวะการเขียนของเขาเอง แต่อย่างน้อยเขาก็ควรยอมรับถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า ผมเข้าใจว่าเขาไม่สามารถอ้างอิง The Wealth of Nations เพื่อพูดถึงแมชชีนเลิร์นนิ่ง (machine learning) หรืออ้างถึง The Prince เพื่อพูดถึงสิ่งที่เทียบเท่ากับภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างดาวเคราะห์ได้อย่างฉับไว แต่อย่างน้อยเขาก็ควรชี้ให้เห็นว่าประเด็นเหล่านี้คือโครงการวิจัยที่ควรค่าแก่การศึกษาต่อไป
และนั่นคือประเด็นหลักที่ผมมีต่อหนังสือเล่มนี้ บาสตานีไม่ยอมพิจารณาถึงความซับซ้อนของสถานการณ์อย่างเป็นจริงเป็นจัง ความท้าทายสำคัญทุกประการที่เราได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ล้วนเป็นปัญหาเพราะเราขาดวิธีการประสานงานในวงกว้าง แน่นอนว่าปัญหาของการประสานงานเหล่านี้ย่อมผูกโยงโดยตรงกับคำถามเรื่องความซับซ้อน จริงอยู่ที่บาสตานีอ้างอิงถึงเรื่องการปกครองระดับท้องถิ่นและข้อเท็จจริงที่ว่าระบบทุนนิยมในปัจจุบันกำลังรวมเอาข้อเสียที่สุดของทั้งระบบทุนนิยมและสังคมนิยมโดยรัฐเข้าไว้ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะวิเคราะห์เจาะลึกไปกว่านั้นเลย การละเลยที่จะตรวจสอบข้อกังวลเหล่านี้ทำให้ผมมีความหวังน้อยมากต่ออนาคตของโครงการแบบยูโทเปียใดๆ ก็ตามที่เขาเล่ามา เมื่อพิจารณาว่าสังคมในยุคสารสนเทศที่เติบโตเต็มที่จะซับซ้อนและมีพลวัตมากกว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันหลายเท่า
สิ่งนี้นำผมไปสู่คำถามเรื่องสกุลเงิน นอกจากเรื่องเล่าจำเจเกี่ยวกับการทำให้การเงินเป็นของสังคม (socializing finance) และการสร้างสหกรณ์แล้ว บาสตานีละเลยเรื่องเงินโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าการบอกว่าแม้แต่โลกยูโทเปียแบบคอมมิวนิสต์ในอนาคตก็อาจยังต้องมีสกุลเงินเพื่อจัดการกับความขาดแคลนที่เหลืออยู่นั้นเป็นข้อโต้แย้งที่ค่อนข้างจุกจิกและไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่การละเลยมันโดยสิ้นเชิงถือว่าเป็นเรื่องน่ากังวล ความสำเร็จของเสรีนิยมเป็นผลมาจากความเข้าใจที่เหนือกว่าในเรื่องการจัดการปัญหาของการร่วมมือกันของมนุษย์ และสกุลเงินเป็นเทคโนโลยีสำคัญในกระบวนการนี้ การไม่กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้เลยในขณะที่ความซับซ้อนโดยรวมของอารยธรรมของเราจะเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับเมื่อเราก้าวสู่ความอุดมสมบูรณ์ถือว่าน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ผมสงสัยว่าบาสตานีอาจจะติดหล่มมุมมองแบบมาร์กซิสต์ที่มองตลาดเป็นศัตรูแบบเบ็ดเสร็จ จนไม่กล้ายอมรับว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจยังมีประโยชน์อยู่แม้ในยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์แล้วก็ตาม นั่นอาจเป็นเพราะเขากลัวจะดูอ่อนแอในสายตาฝ่ายเสรีนิยม หรือไม่ก็เป็นเพราะความกังวลตามขนบมาร์กซิสต์เกี่ยวกับทุนนิยมหลุดสายป่าน (runaway capitalism) ที่ยากจะควบคุม
ข้อกังวลเหล่านั้นหยั่งรากอยู่การคิดอะไรสั้นๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับการวางหมากทางวาทศิลป์เพื่อเอาชนะกันชั่วคราว มากกว่าการพยายามทำความเข้าใจพลวัตเบื้องลึกที่กำลังขับเคลื่อนโลกอยู่ แม้จะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่เหตุผลที่เสรีนิยมประสบความสำเร็จอยู่ได้นั้นก็เป็นเพราะมันยึดมั่นกับข้อค้นพบสำคัญบางประการเกี่ยวกับวิธีเอาชนะของปัญหาการประสานงานที่ทำให้มันก้าวล้ำหน้าอุดมการณ์คู่แข่ง การโยนทิ้งทุกสิ่งที่เสรีนิยมค้นพบเพื่อหลีกเลี่ยงภารกิจในการปรับปรุงแบบจำลองของโลกที่คุณมีนั้นถือเป็นทัศนคติที่มักง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ
ความเจ็บปวดเพียงชั่วครู่จากการยอมรับว่านักเศรษฐศาสตร์ฝ่าย “กระฎุมพี” บางคนพูดถูก เทียบกันไม่ได้เลยกับข้อเท็จจริงที่ว่ามุมมองเช่นนี้ช่วยขจัดความคลุมเครือและสร้างความชัดเจนต่อหนทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า (ยังไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 นั้น จริงๆ แล้วเอื้อต่อแนวคิดของฝ่ายซ้ายมากกว่าที่เชื่อกันโดยทั่วไปเสียอีก) ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ ย่อมมีค่าเหนือกว่าแบบจำลองโลกที่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าแบบจำลองเหล่านั้นจะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจได้ดีเพียงใด ที่น่าตลกก็คือนักคิดแบบหลังทุนนิยมทั้งหลายต่างตระหนักถึงความย้อนแย้งนี้ในหมู่ชาวเสรีนิยมและชาวอนุรักษนิยม ซึ่งต่างก็ติดหล่มอยู่ระหว่างการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี กับการตระหนักว่าการพัฒนาเหล่านั้นอาจเข้ามาสั่นคลอนคุณค่าและโครงสร้างทางสังคมที่พวกเขามองว่าเป็นสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ความไม่สอดคล้องกันระหว่างคุณค่าที่ยึดถือกับความเป็นไปได้ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ได้นำไปสู่ความพยายามที่จะจำกัดความก้าวหน้าเท่านั้น แต่มันยังก่อให้เกิดความอึดอัดใจที่ขัดขวางความพยายามในการจำลองภาพผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เราจะเห็นประเด็นนี้ได้ในทางปฏิบัติจากการถกเถียงสาธารณะในปัจจุบันเกี่ยวกับ “ปัญหา” เรื่องหุ่นยนต์จะมาแย่งงานทั้งหมดไป รวมถึงความกังวลของคนจำนวนมากว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเรา การอุปโลกน์เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ตายตัว (fixed human nature) ว่าจะต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป กลายเป็นสิ่งที่จำกัดจินตนาการของผู้ที่ใช้เรื่องโกหกดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ ในสภาวะเช่นนี้ ผู้ที่สยบยอมต่ออำนาจจึงมีแนวโน้มที่จะถูกจำกัดในเชิงโครงสร้างให้ไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดทางเลือกอื่นๆ จึงดึงดูดใจคนอื่นนักหนา ความไม่ปะติดปะต่อนี้เองที่ทำให้ชัยชนะทางวัฒนธรรมในประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะฝ่ายศัตรูนั้นขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสมรภูมิที่พวกเขากำลังสู้รบอยู่ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว การจินตนาการถึงวันสิ้นโลกอาจทำได้ง่ายกว่าการจินตนาการถึงจุดจบของทุนนิยม แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าฝ่ายสนับสนุนทุนนิยมจะจินตนาการถึงวันสิ้นโลกได้ง่ายกว่าการจินตนาการถึงจุดจบของระบบแรงงานรับจ้างเสียอีก ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีที่บาสตานีและเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์กล่าวถึง กำลังนำพาเราไปสู่สภาวะที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “สัจนิยมหลังทุนนิยม” (Postcapitalist Realism – นั่นคือ มีเพียงทางเลือกอื่นเท่านั้น!) ซึ่งเป็นสภาวะที่ขอบเขตของระเบียบสังคมที่ใช้การได้จริงขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาลอันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำทางในพื้นที่เช่นนี้ คือผู้ที่เชื่อว่าทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากระเบียบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นมีอยู่จริงและคุ้มค่าที่จะออกสำรวจ
อย่างไรก็ดี การโอบรับความลื่นไหลที่มาพร้อมกับการสำรวจดังกล่าวกลับขัดแย้งโดยตรงกับระบอบการเลือกตั้ง (Electoralism) เพราะการส่งต่อความเข้าใจในประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนไปสู่ผู้ฟังในวงกว้างนั้นเป็นเรื่องยาก และกระบวนการโน้มน้าวใจให้ผู้คนเชื่อว่าบางสิ่งเป็นไปได้จริงนั้นก็ลำบากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอน ความซับซ้อน ซึ่งอุดมไปด้วยนักต้มตุ๋น ทุกวันนี้การรู้จักกังขาต่อข้อมูลทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาถือเป็นสุขอนามัยทางญาณวิทยาขั้นพื้นฐาน (basic epistemic hygiene) เราต้องสร้างนิสัยในการตรวจสอบสิ่งที่ผู้อื่นพยายามขาย และพยายามมองหาแง่มุมทางเลือกอื่นๆ ทว่าอุปนิสัยเช่นนี้กลับขัดแย้งโดยตรงกับแนวทางการเมืองเชิงเลือกตั้งแบบฐานราก (radical electoral politics) ที่มุ่งเน้นการระดมมวลชนให้เกิดฐานเสียงขนาดใหญ่ก่อน แล้วจึงค่อยใช้ประโยชน์จากมวลชนเหล่านั้นในภายหลัง
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ ชัยชนะ (หรืออย่างน้อยๆ การจุดประกายการเปลี่ยนแปลง) ในหลายๆ เรื่องก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยระบอบการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ในตอนท้ายของหนังสือ บาสตานีเสนอแนวคิดเรื่อง “ดัชนีความอุดมสมบูรณ์” (abundance index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่จะมาแทนที่ GDP และทำหน้าที่เป็นหมุดหมายบ่งบอกว่าแต่ละภูมิภาคก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจหลังทุนนิยม ดัชนีความอุดมสมบูรณ์นี้จะวัดสิ่งต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปริมาณแรงงานที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจ สุขภาพเชิงนิเวศ การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เวลาพักผ่อน ช่วงชีวิตที่สุขภาพดี (healthspan) อายุขัย และความสุขพื้นฐาน เป็นต้น
การมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือย่อมเป็นประโยชน์แน่ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องรอให้รัฐอนุญาตถึงจะมีได้ ผมมั่นใจว่าอาสาสมัครสามารถรวบรวมการประเมินที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วแทบทุกประเทศ รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ด้วยการเข้าถึงและเติมเต็มข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ การประเมินที่ละเอียดกว่านี้อาจต้องการองค์กรการกุศลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือรัฐชาติ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราไม่ควรเริ่มโครงการดังกล่าวเสียตั้งแต่ตอนนี้ ทำไมต้องเสียเวลาพยายามโน้มน้าวข้าราชการหรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าสถิติดังกล่าวคุ้มค่าแก่การวัด ในเมื่อพวกเราสามารถทำมันเองได้
การใช้วิธีการจากล่างขึ้นบนดังกล่าวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในยามที่ความอุดมสมบูรณ์ (ในบางด้าน) ไม่จำเป็นอาศัยการยึดครองพื้นที่ทางกายภาพอีกต่อไปเป็นเรื่องสมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การโน้มน้าวผู้อื่นว่าระบบของคุณได้ผลนั้นง่ายกว่ามากเมื่อคุณมีตัวอย่างเบื้องต้นที่ใช้งานได้ในชีวิตจริง นอกจากนั้น หากคุณต้องการให้ผู้คนหันมาให้ความรู้และร่วมรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันย่อมเป็นประโยชน์กว่าหากคนเหล่านั้นไม่มีความขัดสนทางวัตถุมาเป็นภาระบีบคั้นจนต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการทำมาหากิน เช่นเดียวกับที่ระบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบศักดินาด้วยพลวัตของตลาดที่ไม่อาจควบคุมได้ มีเหตุผลอันควรให้เชื่อได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้อาจนำไปสู่ยุคหลังทุนนิยม และหากเป็นเช่นนั้นจริง ส่วนเสี้ยวของความอุดมสมบูรณ์ทุกๆ ประการที่เราสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ย่อมเปี่ยมคุณค่าในตัวมันเองทั้งสิ้น และหากคุณยังปรารถนาที่จะเดินตามวิถีของระบอบการเลือกตั้ง ก็เป็นไปได้มากทีเดียวที่ชัยชนะจากการเลือกตั้งในนามของระบบหลังทุนนิยมจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีตัวอย่างของระบอบหลังทุนนิยมที่ใช้งานได้จริงแล้ว ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น
ความล้มเหลวในการก้าวข้ามกรอบการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ และการละเลยที่จะตรวจสอบพลวัตอันหลากหลายที่กำลังขับเคลื่อนโลกอยู่นั้น ทำให้งานเขียนชิ้นนี้ถูกกำหนดให้เลือนหายไปตามกาลเวลา แม้หนังสือเล่มนี้อาจมีคุณค่าอยู่บ้างในระยะสั้นในแง่ของการช่วยขยายเพดานความคิดให้กว้างขึ้น แต่ในระยะยาว ความล้มเหลวในการนำเสนอทัศนะใหม่ๆ ต่อความท้าทายอันซับซ้อนมหาศาลที่เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังเผชิญ ย่อมหมายความว่าแบบจำลองที่ฉาบฉวยเช่นนี้ยากที่จะอยู่รอดไปตลอดรอดฝั่ง สิ่งที่เราขาดแคลนไม่ใช่ภาพฝันแบบยูโทเปีย แต่คือการวิเคราะห์เชิงระบบเกี่ยวกับเส้นทางที่จะก้าวไปข้างหน้า รวมถึงภยันตรายที่เราต้องเผชิญ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทำได้เพียงอย่างแรก แต่กลับสอบตกอย่างสิ้นเชิงในอย่างหลัง.
C4SS relies entirely on donations. If you want to see more translations like this, please consider supporting us. Click here to see how






